หน้าแรก   |   รู้จักมสช.   |   ข่าวสาร   |   แผนงานโครงการ   |   สื่อเผยแพร่   |   กระดานถามตอบ   |   ติดต่อ
 
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
 
ค้นหา

เว็บไซต์แนะนำ


แผนงานโครงการ

สุขภาวะกับสิทธิและการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ 2550

สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย (Thailand health Promotion Institute)

เครือข่ายวิจัยสุขภาพ

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)


สร้างงานและระบบบำนาญแห่งชาติเพื่อศักดิ์ศรีผู้สูงอายุ  Date : 16/08/2010  

คอลัมน์: เวทีนโยบายสาธารณะ:

          
          การมีรายได้มั่นคงของวัยชราหมายถึงการอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ด้วยการไม่ต้องพึ่งพิงทางเศรษฐกิจจนตกเป็นภาระครอบครัว ชุมชน และสังคมจนเกินไปหากกระนั้นผู้สูงอายุไทยจำนวนมหาศาลกลับไร้รายได้มั่นคงพอเพียงพยุงชีวิตบั้นปลาย แม้ในช่วงวัยทำงานจะยอดขยันหมั่นเพียรและอดออมมัธยัสถ์
          ยิ่งกว่านั้นในห้วงยามที่โครงสร้างประชากรไทยกำลังเปลี่ยนไป โดยประชากรวัยสูงอายุมีสัดส่วนสูงขึ้นขณะประชากรวัยทำงานมีสัดส่วนลดลงเช่นนี้ ประชากรสูงอายุที่ไม่มีรายได้หรือเงินออมเพียงพอดำรงชีพจะประสบความยากแค้นขัดสนและตกเป็นภาระของประชากรวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นบุตรหลาน หรือภาครัฐที่ต้องจัดสรรเงินรายได้จากภาษีอากรเพื่อดูแลประชากรสูงอายุเหล่านี้ในที่สุด
          การส่งเสริมสร้างงานผู้สูงอายุจึงสามารถตอบโจทย์สังคมไทยที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ได้เพราะปัจจุบันผู้สูงอายุราว 1 ใน 3 ยังคงต้องยังชีพด้วยการทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีการศึกษาต่ำ ค่าจ้างแรงงานกลุ่มที่มีการศึกษาต่ำมากจะเพิ่มขึ้นหลังจากแรกเข้าทำงานไม่มากและเพิ่มสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 30 ปีเท่านั้นโดยจะมีจำนวนมากในภาคอุตสาหกรรมขายส่งขายปลีก ซ่อมแซมยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคล/ครัวเรือนอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมโรงแรม-ภัตตาคาร
          การสร้างโอกาสทำงานให้ผู้สูงอายุที่สุขภาพดี มีความรู้ความสามารถจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ผู้สูงวัยมีรายได้ ไม่ต้องพึ่งพิงบุตรหลานหรือภาครัฐมากนักทั้งยังลดทอนปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคตเนื่องจากสัดส่วนประชากรในวัยทำงานลดลงได้อีกด้วยโดยเบื้องต้นต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบและทัศนคติที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ(Age discrimination) ควบคู่กับกำหนดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ มาตรการจูงใจภาคเอกชนให้จัดฝึกอบรมความรู้ในการทำงานแก่ผู้สูงอายุ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้สูงอายุเลือกทำอาชีพการบริการ อาชีพพื้นฐาน และงานฝีมือได้
          ไม่เพียงอุปสงค์อุปทาน (Demand-Supply)ด้านการสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงวัยที่ต้องส่งเสริมเท่านั้น การสร้างหลักประกันทางรายได้โดยรัฐบาลส่งเสริมให้มีการออมในวัยทำงานมากขึ้นยังเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อลดความลำเค็ญคับแค้นของผู้สูงอายุและภาระหนักอึ้งของคนข้างหลังด้วยเหมือนกัน โดยใช้โอกาสที่รัฐบาลปัจจุบันดำเนินนโยบายขยายเบี้ยยังชีพ 500 บาทครอบคลุมผู้สูงอายุทุกคนให้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ระบบบำนาญพื้นฐานเพื่อผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้า
          ทว่าถึงที่สุดแล้วรัฐบาลก็ต้องพิจารณาระบบบำนาญทั้งระบบที่มีอยู่ให้ครอบคลุมเพียงพอต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุทุกคนอย่างมีศักดิ์ศรี และไม่สร้างภาระทางงบประมาณมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เหมือนดังข้อเสนอของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย(มส.ผส.) และภาคีเครือข่ายวิชาการและประชาสังคมที่จัดประชุมเวทีนโยบายสาธารณะเรื่องระบบบำนาญแห่งชาติบนกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม(Participation public policy process: P4) ตลอดมา
          ด้วย 6 แนวทางขับเคลื่อนระบบบำนาญแห่งชาติโดยภาคประชาสังคมและ มส.ผส. จะสามารถตอบโจทย์สังคมสูงอายุไทย ในขณะเดียวกันก็ขจัดจุดอ่อนต่างๆที่เคยเป็นอุปสรรคขวากหนามสำหรับการรังสรรค์ตาข่ายคุ้มครองทางสังคมแก่คนแก่เฒ่ายากจนได้ โดย
          1)เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้าถือเป็นสิทธิบำนาญขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ลดหรือป้องกันความยากจนจึงควรปรับเป็นบำนาญพื้นฐานสำหรับคนไทยทุกคนและกำหนดให้ชัดเจนอยู่ใน พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ...นี้ด้วย โดยผลประโยชน์ควรอยู่ที่ระดับเส้นความยากจน (Poverty line) มีการปรับตามระดับอัตราเงินเฟ้อ และมีระบบกำกับดูแลและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพโปร่งใส
          2) กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ควรบูรณาการกันจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)โดยต้องขจัด หลักการพื้นฐานที่ไม่เหมือนกันเสียก่อนกรณีที่กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนภาคบังคับ ขณะที่กองทุนของกระทรวงการคลังเป็นภาคสมัครใจ แต่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างหลักประกันรายได้ยามชราภาพแก่แรงงานนอกระบบ
          3) พ.ร.บ.ฉบับนี้ควรครอบคลุมแรงงานทั้งในและนอกระบบเพื่อความเท่าเทียมในการได้รับการสมทบจากรัฐ และง่ายต่อการรองรับแรงงานในระบบประกันสังคมที่เคลื่อนย้ายตลอดเวลา
          4) พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติมีขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันในเรื่องของบำนาญตลอดชีพ ไม่ใช่กองทุนเพื่อการออมทั่วไป จึงควรระบุชื่อตามวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าเป็น พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ ตลอดจนพิจารณาเพิ่มเติมสวัสดิการอื่นๆ ให้แก่ผู้สูงอายุด้วย เช่น เงินค่าฌาปนกิจ
          5) การจัดตั้งกองทุนระดับชาติเป็นกลไกในการรับผิดชอบการออมเพื่อบำนาญของผู้สูงอายุ ซึ่งจะลดความเสี่ยงของกองทุนระดับชุมชนเฉพาะในเรื่องของการจัดสวัสดิการบำนาญชราภาพ ไม่ได้จัดตั้งมาเพื่อทดแทนกัน หากแต่จะหนุนเสริมกัน จึงควรพิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างกองทุนระดับชาติกับกองทุนระดับชุมชนเพื่อไม่ให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรออกจากชุมชนพร้อมกับเปิดโอกาสให้กองทุนชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมและเป็นกลไกหนึ่งในการบริหารจัดการด้วย
          และ 6) ระบบบำนาญแห่งชาติเป็นระบบใหม่สำหรับประเทศไทยจึงต้องการการบริหารจัดการกองทุนที่ดี มีการออกแบบที่ดีทั้งในระดับประเทศ และระดับล่างลงไป (ระดับพื้นที่) โดยชุมชนที่บริหารจัดการด้วยตนเองไม่ได้แต่อยากมีระบบบำนาญของชุมชนก็สามารถเข้าสู่ระบบบำนาญที่รัฐจัดให้ได้ การบริหารจัดการกองทุนโดยรัฐส่วนกลางที่ดีควรโปร่งใสเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ทุกขั้นตอน
          ทั้งนี้ กระบวนการมีส่วนร่วมคิดร่วมทำตั้งแต่ต้นของภาคประชาสังคมได้รับการตอบสนองที่ดีโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่เป็นหัวเรือใหญ่ดังจะเห็นได้จากการจัดสัมมนาให้ความรู้และรับฟังความคิดเห็นเรื่องโครงการกองทุนการออมแห่งชาติหลายต่อหลายเวทีด้วยกัน อันจะทำให้ได้ข้อสรุปที่สอดคล้องสถานการณ์สังคมสูงอายุไทย และไม่ต่างจากเจตนารมณ์ว่าด้วยการออมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ยั่งยืนและมีศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุไทยที่เป็นเป้าหมายของภาคประชาชนจากกระบวนการทำงานเชิงนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมของ มส.ผส.และภาคีเครือข่าย
          ภายใต้การสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุและระบบบำนาญชราภาพที่บริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล (Good governance) คุณภาพชีวิตผู้สูงวัยไทยจะไม่แร้นแค้นขัดสนจนเป็นภาระลูกหลานหรือรัฐบาลมากมายดังที่แล้วมา เพราะจะมีรายได้มั่นคงเพียงพอพยุงชีวิตให้อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แม้ในสังคมที่การเกื้อกูลถูกกร่อนกัดเกือบสิ้น.-

                   ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

                              วันที่ 3 สิงหาคม 2553

รายการอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

หน้าแรก   |   รู้จักมสช.   |   ข่าวสาร   |   แผนงานโครงการ   |   สื่อเผยแพร่   |   กระดานถามตอบ   |   ติดต่อ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
 โทร. 0-2511-5855 โทรสาร 0-2939-2122 www.thainhf.org, Email :
2003 National Health Foundation All right Reserved Terms of used.