หน้าแรก   |   รู้จักมสช.   |   ข่าวสาร   |   แผนงานโครงการ   |   สื่อเผยแพร่   |   กระดานถามตอบ   |   ติดต่อ
 
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
 
ค้นหา

เว็บไซต์แนะนำ


แผนงานโครงการ

สุขภาวะกับสิทธิและการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ 2550

สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย (Thailand health Promotion Institute)

เครือข่ายวิจัยสุขภาพ

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)


เมื่อผู้การยอดมือปราบพลิกบท  Date : 13/09/2010  


กรุงเทพธุรกิจ

โดย ดวงกมล    สจิรวัฒนากุล

          ใบหน้าเข้มๆ จริงจัง ของ พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ บอกถึงความตั้งใจ และความเข้าใจ ถึงปัญหาความไม่ปลอดภัยบนถนน เมื่อตัวเลขผู้เสียชีวิตบนท้องถนนในจังหวัดสุรินทร์ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2550 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 15,084 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 287 ราย

          ปี 2551 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 15,080 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 247 ราย และปี 2552 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 16,339 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 278 ราย โดยค่าเฉลี่ยผู้เสียชีวิตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 270 ราย นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและทรัพย์สินอันดับต้นๆ ของผู้คนในจังหวัด

          "ถ้านับกันจริงๆ ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากกว่าปัญหาอาชญากรรม" พล.ต.ต.รณพงษ์ บอกว่าเขาเห็นตัวเลขแล้วตกใจไม่น้อย เพราะก่อนย้ายมาประจำที่ จ.สุรินทร์ เขาเคยประจำในพื้นที่ภาคใต้มานานกว่า 8 ปี ซึ่งพื้นที่ที่เขารับผิดชอบ มีปัญหาอาชญากรรมมากที่สุดในประเทศ

          "ผมย้ายมาที่ จ.สุรินทร์ ก็คิดว่าปัญหาไม่แตกต่างกัน แต่พอมาทำงานเข้าจริงๆ อาชญากรรมน้อยมาก เมื่อเทียบกับปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น" ผู้การยอดมือปราบบอก

          เมื่อปัญหาใหญ่ของ จ.สุรินทร์ ไม่ใช่ปัญหาอาชญากรรม แต่เป็นอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยจะเห็นจากตัวเลขผู้เสียชีวิต ในปี 2552 มีผู้เสียชีวิตจากอาชญากรรมเพียงแค่ 41 ราย ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็น 5 เท่า หรือ 278 ราย

          พล.ต.ต.รณพงษ์ เห็นว่าควรที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง จึงพยายามผลักดันในเรื่องนี้ แต่ก็เห็นว่า การแก้ไขปัญหาไม่ใช่จากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเดียว ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายจน นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตระหนักและให้ความสำคัญต่อปัญหาบรรจุงานด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเข้าเป็น “วาระจังหวัดสุรินทร์” ซึ่งถือเป็นจังหวัดแรกในประเทศไทย โดยกำหนดให้เป็นวาระแรกของการหารือในที่ประชุมระดับจังหวัดของทุกเดือน เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน

          "การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน สาเหตุไม่แตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ ส่วนใหญ่มาจากปัญหา “เมาแล้วขับ” และ “การไม่สวมหมวกนิรภัย”  เขาบอกว่า สิ่งแรกที่เขาดำเนินการคือ การบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจังเพื่อให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตาม โดยตั้งด่านสกัดและตรวจเข้มอย่างจริงจังเพื่อเข้มงวดวินัยการจราจรทั้งปีก็น่าจะได้ผลภายใต้ “โครงการกวดขันวินัยจราจร 365 วัน"

          พล.ต.ต.รณพงษ์ บอกว่า บ้านเรามีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกฎจราจร ซึ่งพื้นที่ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นบ่อยครั้งคือพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ติดประเทศมาเลเซียที่มีการบังคับใช้กฎจราจรที่เข้มงวด จับจริง ลงโทษจริง ไม่เพียงแต่คนมาเลเซีย แต่รวมถึงคนไทยที่ข้ามชายแดนไป ดังนั้นในการขับขี่รถจักรยานยนต์ เราจึงเห็นคนใส่หมวกนิรภัยอย่างพร้อมเพรียง แต่เมื่อข้ามมายังเขตประเทศไทย คนก็มักถอดหมวกนิรภัยออก ไม่แต่เฉพาะคนไทย แต่คนมาเลเซียก็ด้วย แสดงให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายบ้านเรามีปัญหา”

          "ปัญหาการไม่สวมใส่หมวกนิรภัยอยู่ระหว่างการแก้ไข เรื่องนี้ต้องทำให้ชาวบ้านเข้าใจและเห็นความสำคัญในการสวมใส่หมวกนิรภัยไม่ใช่การช่วยลดความรุนแรง แต่ช่วยลดการเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุลงได้"

          ทั้งนี้จากสถิติผู้ขับขี่จักรยานยนต์ที่เสียชีวิต ส่วนใหญ่เกิดจากศีรษะถูกกระแทกทำให้มีบาดแผลสาหัส และในจำนวนนี้ร้อยละ 80 ไม่ได้สวมหมวกนิรภัย เพราะขาดความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นหากเราทำให้คนสุรินทร์สวมใส่หมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่ เชื่อว่าจะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ครึ่งหนึ่งจากสถิติในปัจจุบัน รวมไปถึงพฤติกรรมเมาแล้วขับ เมื่อพบต้องลงโทษอย่างจริงจัง

          พล.ต.ต.รณพงษ์บอกว่าในช่วงเริ่มต้นโครงการกวดขันวินัยจราจร 365 วัน ยังเป็นการตักเตือนผู้ขับขี่ให้ปฏิบัติตามและประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า หลังจาก 1 กันยายน 2552 หากใครทำผิดกฎจราจรจะต้องถูกปรับและลงโทษอย่างจริงจัง จากนั้นจึงได้เริ่มบังคับใช้

          "ยอมรับว่า แรกๆ ที่เริ่มมีส่วนบ่นจากชาวบ้านค่อนข้างมากว่า ตำรวจเข้มงวดเกินไป บังคับใช้กฎหมายมากไป แต่เรื่องนี้เราอธิบายได้ว่า เป็นการทำเพื่อลดอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยให้กับชาวสุรินทร์"

          ผู้การมือปราบอุบัติเหตุรายนี้บอกว่า การจับกุมต้องไม่เลือกปฏิบัติ จับหมดไม่ว่าเป็นใคร ไม่มีอภิสิทธิ์ชน สุดท้ายชาวบ้านเข้าใจและยอมรับได้ เช่น หากใครขี่จักรยานยนต์หรือซ้อนท้ายแล้วไม่สวมหมวกนิรภัยเราจับหมด ช่วงแรกๆ เราปรับเป็นเงินน้อยๆ แค่ 20 บาท

          แต่จะปรับทุกครั้งที่พบ เพื่อหวังให้เกิดความรำคาญเพื่อที่จะได้ปฏิบัติตาม แต่ผลที่ได้ ชาวบ้านกลับหัวเราะและเห็นเป็นเรื่องสนุก จึงให้ปรับเต็มอัตรา และยังเรียกให้มาอบรมวินัยจราจรและปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วย ทำให้ขณะนี้ไม่ว่าไปไหนเราจะเห็นคนขี่จักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยมากขึ้น

          “ช่วงที่ชาวบ้านถูกจับกันมากๆ ตำรวจถูกมองว่า เป็นการจับเพื่อหวังผลรางวัลในการจับ และมีการนำเสนอข่าวจนลงหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นเชิญสื่อมวลชนเข้ามาร่วมการประชุมป้องกันและลดอุบัติเหตุเพื่อจะได้เข้าใจมาตรการที่เราทำอยู่” พล.ต.ต.รณพงษ์ บอกและว่า ทั้งนี้เรื่องรางวัลนำจับนั้น ต้องเข้าใจว่า จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นแรงจูงใจเจ้าหน้าที่เพื่อกวดขัน มุ่งให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย หากประชาชนไม่อยากให้ตำรวจได้รางวัลก็แค่ปฏิบัติตามกฎจราจรแค่นั้น ซึ่งก็ทำได้

          ส่วนรูปแบบการดูแลปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้น พล.ต.ต.รณพงษ์ ได้นำรูปแบบการปฏิบัติงานคุมเข้มปัญหาอาชญากรรมในช่วงที่ตนประจำอยู่ภาคใต้มาใช้ คือ หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตรงจุดไหนให้โทรมารายงานตนทันที ณ จุดเกิดเหตุ เพื่อที่จะได้สอบถามข้อมูลและนำมาประเมินวิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

          "ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่ากับ เรื่องอาชญากรรม เมื่อเกิดเหตุต้องแจ้งผมทันทีเพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุจนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ เพราะที่ผ่านมาอุบัติเหตุเกิดขึ้นและจบลงไม่เจาะไปถึงสาเหตุการเกิดเพื่อเปลี่ยนแปลง"

          ผู้การบอกว่า การดำเนินการมาตรการต่างๆ ตั้งแต่ต้นปี ที่เห็นผลชัดเจนคือ การตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนลดลง และเชื่อว่าในปี 2553 จังหวัดสุรินทร์จะมียอดผู้เสียชีวิตไม่เกิน 210 ราย และตั้งเป้าหมายใน 5 ปี ต้องลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนลงครึ่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามต้องเปลี่ยนความคิดความเชื่อ ค่านิยม ในเชิงพฤติกรรม ซึ่งในเรื่องนี้ ผู้การมือปราบบอกว่าต้องเปลี่ยนตั้งแต่เด็ก

          "หากทุกคนให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ปฏิบัติตามวินัยจราจร ถนนในบ้านเราจะปลอดอุบัติเหตุอัตราการเสียชีวิตก็ลดลง" ผู้การมือปราบอุบัติเหตุ บอกถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องให้ความสำคัญกับปัญหาอุบัติเหตุบนถนนเช่นเดียวกับปัญหาอาชญากรรม--จบ--

 

          ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

รายการอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

หน้าแรก   |   รู้จักมสช.   |   ข่าวสาร   |   แผนงานโครงการ   |   สื่อเผยแพร่   |   กระดานถามตอบ   |   ติดต่อ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
 โทร. 0-2511-5855 โทรสาร 0-2939-2122 www.thainhf.org, Email :
2003 National Health Foundation All right Reserved Terms of used.