หน้าแรก   |   รู้จักมสช.   |   ข่าวสาร   |   แผนงานโครงการ   |   สื่อเผยแพร่   |   กระดานถามตอบ   |   ติดต่อ
 
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
 
ค้นหา

เว็บไซต์แนะนำ


แผนงานโครงการ

สุขภาวะกับสิทธิและการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ 2550

สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย (Thailand health Promotion Institute)

เครือข่ายวิจัยสุขภาพ

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)


นักศึกษากับการขับรถยนต์ .. เหยื่ออุบัติเหตุทางถนนที่ทุกคนมองข้าม  Date : 12/11/2010  

         โดย นพ. ธนะพงศ์ จินวงษ์
          ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน
          มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
         
          แทบทุกเดือนเราจะพบเห็นข่าวโศกนาฏกรรม ความสูญเสียที่เกิดกับนิสิต-นักศึกษาที่ขับรถยนต์และเกิดการชน และเกือบทุกครั้งสาเหตุที่เกี่ยวข้องก็จะเป็นเรื่องของ "ขับรถเร็ว ดื่มฉลอง เมาแล้วขับ และหลับใน" ล่าสุด .. ช่วงเทศกาล "ฮัลโลวีน" เกิดเหตุสลด "นศ.เมาซิ่งเก๋งดับ 4 ศพ" ตามข่าวระบุว่า นักศึกษา ม.รังสิต ไปเที่ยวย่านเอกมัยและประสบเหตุในช่วงตี 4 บริเวณแยกหลักสี่ และก่อนหน้านี้ก็มีข่าวสลดของนิสิต-นักศึกษา ที่สำคัญได้แก่
          นศ.ซิ่งแหกด่านขยี้ ตร. เมียท้อง 7 เดือนสุดโศก โดยเกิดเหตุในช่วง 02.30 น. และนักศึกษา ม.หอการค้าไทย อายุ 21 ปี มีอาการคล้ายคนเมา
          พริตตี้สาวชะตาขาด เหยียบแมวเสียหลักอัดก๊อบปี้ต้นไม้ไฟลุกเผาร่างเกรียม ในข่าวระบุว่าทั้งคู่เป็นนักศึกษา อายุ 22 ปี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มารับงานให้ค่ายรถแห่งหนึ่ง และขับกลับด้วยความเร็วสูง
          นศ.รามซิ่งวีออสดับ 2 ศพ ในข่าวระบุว่า ช่วงเกิดเหตุ 22.00 น. ฝนตกและขับด้วยความเร็วลงสะพานข้ามแยก
          นักศึกษา ม.กรุงเทพซิ่งแจ๊ซชน จยย.ดับสยอง 2 ศพ เป็นเหตุการณ์ในช่วงเช้า และนักศึกษาที่ชนมีอาการคล้ายคนเมา และระบุว่า จำไม่ได้ว่าขับออกมาจากที่ไหนและเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร ช่วงที่เกิดอุบัติเหตุขับรถชนก็จำไม่ได้ มารู้สึกตัวและตั้งสติได้อีกทีก็ตอนที่อยู่โรงพักแล้ว
          นศ.มหิดลอินเตอร์ ซิ่งเก๋งชนเสาไฟขาดสองท่อน ดับ 1 เจ็บ 3  ทั้งหมดเป็นนักศึกษาปี 1 และผู้ตายอายุเพียง 19 ปี มีคำถามตามมามากมายว่า .. ทำไมนิสิต-นักศึกษาที่กำลังก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย และเพิ่งครบวัยทำใบอนุญาตขับรถยนต์ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) ถึงต้องรีบร้อนใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งสถานศึกษาบางแห่งโดยเฉพาะของเอกชน มีผู้นำรถยนต์มาใช้เกือบจะมากกว่าผู้ที่เดินทางด้วยรถสาธารณะ และถือเป็นแหล่งรวมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ


          ในขณะที่ระบบการให้ใบอนุญาตขับรถของประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ (เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย) จะเข้มงวดกับผู้ขับขี่หน้าใหม่ โดยมีการออกใบอนุญาตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน (Graduate  licensing) ได้แก่ การเรียนและสอบขอใบอนุญาตไม่ต่ำกว่า 30 ชั่วโมง เมื่อสอบผ่านได้ใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราวแล้ว ยังต้องขับโดยมีผู้มีประสบการณ์นั่งไปด้วย ห้ามขับเวลากลางคืน ฯลฯ และที่สำคัญคือ ถ้ามีการเมาแล้วขับจะถูกยึดใบอนุญาตขับรถยนต์ทันที


          ปัจจัยสำคัญของความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มนิสิต-นักศึกษาที่ขับรถยนต์ คือ การใช้ชีวิตของนักศึกษาในยุคปัจจุบันเองก็อยู่ในวัฒนธรรมของความเร่งรีบ ทุกอย่างดูต้องรวดเร็วจึงจะถือว่าเก่ง เช่น ใครจะเรียนจบเร็ว ใครจะมีมือถือ-มีคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ก่อน และที่สำคัญคือใครจะออกรถรุ่นใหม่ได้ก่อนกัน


          ถ้ายังจำโฆษณารถรุ่นใหม่ของค่ายรถยุโรปแห่งหนึ่งที่ใช้แนวคิด (concept) เรื่อง ความเร่งรีบ-ความเร็ว เป็นจุดขาย .. "รีบไปรับแฟน รีบไปรับแม่ รีบไปทำงาน ชีวิตที่เร่งรีบ ต้องใช้รถ ...." แสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่กับชีวิตที่เร่งรีบถือเป็นของคู่กัน


          นอกจากการมีชีวิตที่เร่งรีบของนิสิต-นักศึกษาแล้ว การใช้ชีวิตด้วยความสนุกสนาน การเฉลิมฉลองและเพื่อนฝูง ก็เป็นอีกจุดขายหนึ่งของ "ธุรกิจสุรา" ที่ใช้เป็นอาวุธเจาะตลาดกลุ่มนี้อย่างได้ผล ถ้าดูจากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2539-2550 เยาวชนอายุ 15-19 ปี มีอัตราการดื่มประจำเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 โดยปี 2550 พบว่า เยาวชนที่อายุ 15 ปีขึ้นไปดื่มสุรามากถึง 19.3 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงถึง 2.3 ล้านคน นอกจากนี้ ผลสำรวจของเครือข่ายเยาวชนฯ พบว่า มีร้านเหล้าเพิ่มขึ้นมากถึง 1,522 ร้าน จาก 45 สถาบัน หรือรอบมหาวิทยาลัย 1 แห่งจะมีร้านเหล้ามากถึง 34 ร้าน ซึ่งข้อมูลจากการศึกษาของประเทศนิวซีแลนด์และในหลายประเทศบ่งชี้ให้เห็นว่า ยิ่งอายุน้อย ยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ โดยพบว่า ระดับแอลกอฮอล์ของผู้ดื่มที่เป็นเยาวชน (15-19 ปี) จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าอายุ 20-25 ปี และ 30 ปีขึ้นไป


          นอกจากนี้ ยังพบว่านักดื่มส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงอันตรายในการขับรถเมื่อดื่มสุรา ดังจะเห็นได้จากเอแบคโพลล์เคยสำรวจและพบว่า 1/3 ของคนที่ดื่มเบียร์ 2 ขวด (ซึ่งจะเกินกว่า 50 mg/dl) ยังคิดว่าตัวเองขับขี่ได้ เช่นเดียวกับคนดื่มสุรา 1 แบน ครึ่งหนึ่งระบุว่าตัวเองคิดว่าขับได้


          สำหรับผู้ดื่มที่ดื่มหนักมากจะต้องใช้เวลาในการกำจัดแอลกอฮอล์ที่ยาวนานหลายชั่วโมง โดยพบว่า .. ผู้ที่ดื่มในปริมาณสูงในช่วงกลางคืนก็อาจจะมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงและมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุในช่วงเช้า สำหรับเพื่อนๆ ที่ไปเที่ยวด้วยกันก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการนั่งรถที่คนเมาขับ แต่ส่วนใหญ่ไม่ตระหนัก และบางส่วนไม่สามารถปฏิเสธการเดินทางได้ โดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ ศึกษาผู้พิการ 200 รายจากอุบัติเหตุทางถนนที่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุราพบว่า 3/4 อยู่ในวัย 13-30 ปี โดยกลุ่มผู้ชายระบุว่าต้องฝืนขับทั้งๆ ที่เมา เพราะกลัวเสียหน้า บางส่วนจะหวงรถไม่ยอมให้คนอื่นขับ ส่วนกลุ่มผู้หญิงจะเกรงใจในการปฏิเสธการเดินทางกับคนที่ดื่มและเมา


          ดังนั้น .. กลุ่มนิสิต-นักศึกษาที่ขับรถยนต์ ถือเป็นกลุ่มที่มีทั้ง 3 ปัจจัยเสี่ยงประกอบกันคือ (1) การขาดประสบการณ์ในการขับขี่ และวุฒิภาวะในการตัดสินใจ แต่มานั่งหลังพวงมาลัยรถยนต์ที่เครื่องยนต์มีกำลังสูง (2) การขับรถเร็ว และ (3) ดื่มแล้วขับ .. ซึ่งโอกาสที่ทั้ง 3 ปัจจัยจะมารวมกันเกิดขึ้นได้ตลอด โดยเฉพาะสถานการณ์ที่จะมีการเฉลิมฉลอง ได้แก่ ปิดภาคเรียน รับปริญญา วันเกิดเพื่อน เทศกาลต่างๆ (ปีใหม่ วาเลนไทน์ สงกรานต์ ฮัลโลวีน ลอยกระทง ฯลฯ)


          คำถามท้ายสุดคือ นอกจากให้นิสิต-นักศึกษาที่มีรถยนต์ขับขี่ต้องเกิดจิตสำนึกความปลอดภัยและเรียนรู้ทักษะขับขี่ที่สำคัญแล้ว ใครจะช่วยพวกเขาได้ และคำตอบที่ผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมกันรับผิดชอบ คือ


          1.กรมการขนส่งทางบก .. ควรทบทวนและพัฒนาระบบการออกใบอนุญาตขับรถยนต์ที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ระบบ  graduate  licensing ในกลุ่มเยาวชนเหล่านี้
          2.สถานศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัย วิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ควรทบทวนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของนิสิตนักศึกษา ว่าจะมีมาตรการหรือแนวทางที่เป็นรูปธรรมอย่าง ไร มิใช่เมื่อเกิดเหตุการณ์ก็มารณรงค์กวดขันแบบไฟไหม้ ฟาง เพราะถ้า สกอ.และสำนักงานคณะกรรมการอาชีว ศึกษาได้มีการรวบรวมข้อมูลนิสิต-นักศึกษาที่เสียชีวิตและพิการจากอุบัติเหตุทางถนน ตัวเลขไม่น่าจะต่ำกว่า 100 คนในแต่ละปี หรือ คิดง่ายๆ ว่า ทุกๆ ปีจะมีนิสิต-นักศึกษาหายไป 2 ห้องเรียน
          3.ผู้ปกครองควรคิดให้รอบคอบก่อนสนับสนุนให้บุตร หลานใช้รถยนต์ และถ้าจำเป็นต้องมีก็ควรมีเงื่อนไขหรือระบบการเรียนรู้ขับขี่ที่สำคัญคือ การกำกับช่วงเวลาใช้ โดยเฉพาะการขับขี่กลางคืน เดินทางต่างจังหวัด หรือการต้องไปเที่ยวฉลองในงานต่างๆ
          4.เพื่อนๆ นิสิต-นักศึกษาจะช่วยกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ในสถานศึกษา ไม่ตกเป็นเครื่องมือบริโภคนิยม ที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ การมีรถขับขี่เป็นเรื่องสำคัญ โดยที่ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม และที่สำคัญคือ ช่วยกันลดพฤติกรรมขับรถเร็ว และดื่มแล้วขับ
          (เหมือนที่มีอาจารย์ท่านหนึ่งเขียนข้อความในกระทู้ดังนี้ นักศึกษาหญิงต้องช่วยเพื่อนนักศึกษาชาย โดยประกาศในมหาวิทยาลัยเลยว่าฉันจะไม่มีแฟนเป็นคนขับรถเร็ว ดื่มเหล้าเก่ง เที่ยวดึก เป็นอันขาด ฉันเกลียดพวกนี้ .. แบบนี้ พวกโชว์แมนจะลดจำนวนลง เพื่อนผู้ชายจะตายน้อยลง)
          สุดท้าย ถ้าทุกฝ่ายไม่มองข้ามเรื่องเหล่านี้ และหันมาช่วยกัน พวกเขาเหล่านี้ ซึ่งบางส่วนอาจจะเป็นคนใกล้ชิดหรือญาติของเรา คงจะมีชีวิตยืนยาว และเป็นอนาคตของครอบครัวและสังคมต่อไป.--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

รายการอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

หน้าแรก   |   รู้จักมสช.   |   ข่าวสาร   |   แผนงานโครงการ   |   สื่อเผยแพร่   |   กระดานถามตอบ   |   ติดต่อ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
 โทร. 0-2511-5855 โทรสาร 0-2939-2122 www.thainhf.org, Email :
2003 National Health Foundation All right Reserved Terms of used.