หน้าแรก   |   รู้จักมสช.   |   ข่าวสาร   |   แผนงานโครงการ   |   สื่อเผยแพร่   |   กระดานถามตอบ   |   ติดต่อ
 
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
 
ค้นหา

เว็บไซต์แนะนำ


แผนงานโครงการ

สุขภาวะกับสิทธิและการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ 2550

สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย (Thailand health Promotion Institute)

เครือข่ายวิจัยสุขภาพ

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)


ความปลอดภัยในการเดินทาง ช่วงปีใหม่ กับบทบาทชุมชนท้องถิ่น  Date : 30/03/2011  

คอลัมน์: หุ้นส่วนประเทศไทย     โพสต์ ทูเดย์

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

          ทุกๆ ปีช่วงเทศกาลปีใหม่ จะเห็นภาพที่คุ้นเคย ผู้คนแน่นขนัดตามสถานีขนส่งสถานีรถไฟ เบียดเสียดยื้อแย่งกันขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับบ้าน หรือท่องเที่ยวไปเป็นหมู่คณะ รถยนต์ส่วนบุคคลที่ติดยาวเหยียด ยากจะขยับเขยื้อนใน กทม. มุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายต่างจังหวัด

          ระหว่างการเดินทาง จะมีเต็นท์บริการอยู่ตามสองข้างทางเป็นระยะๆ เป็นเต็นท์ของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บริการประชาชนที่เดินทาง เป็นจุดพัก บริการน้ำดื่มแนะนำเส้นทาง ฯลฯ และบางพื้นที่ก็ช่วยด้านอำนวยการจราจรร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรด้วย
          เมื่อไปดูรายงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ที่รับผิดชอบกำกับติดตามในช่วงเทศกาล หรือที่รู้จักกันดีในนาม"7 วันอันตราย" จะพบว่า แต่ละวันจะมีการตั้งจุดบริการ และบางจุดมีการตรวจ-สกัด รวมกว่า2,800 จุด โดยระดมทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเข้ามาร่วมดำเนินการกว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศ (หรือเฉลี่ย 25 คนต่อจุด)

          ในปีนี้เพื่อให้การ ตั้งเต็นท์บริการเกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จำเป็นต้องมีกิจกรรมส่งเสริมในเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น จึงควรเป็นจุดที่มีกิจกรรมตรวจตราด้านความปลอดภัยเป็นหลัก


          ปกติในช่วง 7 วันของเทศกาล แบ่งการเดินทางออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงต้นเทศกาล(วันที่ 1-2 ของเทศกาล เดินทางจากกรุงเทพฯไปต่างจังหวัด) ช่วงที่ฉลองอยู่ในพื้นที่ (วันที่ 3-5 ของเทศกาล) และช่วงกลับสู่กรุงเทพฯ (วันที่6-7 ของเทศกาล)


          ในช่วงของการเดินทางออกและกลับเข้ากรุงเทพฯ รถยนต์ส่วนใหญ่จะอยู่บนถนนสายหลักและสายรองบางส่วน ปัญหาส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องรถติด และอุบัติเหตุ โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ ความอ่อนล้า-ง่วง ทั้งรถส่วนบุคคล และรถโดยสารสาธารณะ รถปิกอัพ ซึ่งจะเป็นรถส่วนใหญ่บนท้องถนน จะมีความเสี่ยงในเรื่องการขนสิ่งของและขนคนจำนวนมากเพื่อประหยัดค่าเดินทาง


          สำหรับช่วงเที่ยวและฉลองในพื้นที่ (วันที่ 3-5 ของเทศกาล) สภาพปัญหาที่พบเริ่มเปลี่ยนไปอุบัติเหตุที่พบมักจะเป็นรถจักรยานยนต์ในถนน สายรอง หรือที่ตัดกับสายหลัก


          ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ "เมาแล้วขับ" และไม่สวมหมวกนิรภัย ซึ่งการเสียชีวิตส่วนใหญ่ เกิดในช่วงกลางคืน ที่แทบจะไม่มีจุดตรวจ-จุดสกัด เต็นท์บริการที่ตั้งไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่


          แต่ในช่วงกลางวันจะพบอุบัติเหตุในเส้นทางที่คนนิยมไปในสถานที่ท่องเที่ยว หลักๆ เช่นโบราณสถาน วัดที่สำคัญ ยอดเขาเพื่อสัมผัสอากาศหนาว จุดเที่ยวบริเวณชายแดน และเป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ที่เสียชีวิตที่คาดว่าน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเป็นหลัก แต่ในหลายพื้นที่กลับเป็นคนในพื้นที่เองที่ตกเป็นเหยื่อ


          ทั้งนี้เนื่องจากรถนักท่องเที่ยวที่เข้ามา ในพื้นที่หรือในชุมชน มักจะไม่คุ้นชินเส้นทางและเมื่อขาดความระมัดระวัง ก็จะเกิดอุบัติเหตุกับคนเดินถนนหรือรถในท้องถิ่น โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์
          นอกจากการตั้งเต็นท์ตามข้างทางให้บริการประชาชน ท้องถิ่นควรดำเนินการเชิงรุก โดยดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการเพิ่มความปลอดภัยให้คนในชุมชนและคนเดินทาง อาทิ


          1.การสำรวจและแก้ไขจุดเสี่ยงในพื้นที่ก่อนเทศกาล โดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้เอง เช่น การตัดกิ่งไม้และติดตั้งสัญญาณไฟส่องสว่างเพื่อเพิ่มระยะการมองเห็นในจุดทาง แยกต่างๆ
          2.การป้องกันมิให้มีจุดลักผ่านกับถนนสายหลัก (ซึ่งมักเกิดกับรถจักรยานยนต์ที่ลักผ่านถนนที่มีหลายช่องทางและรถวิ่งด้วย ความเร็วสูง)
          3.หามาตรการที่จะทำให้รถที่ต้องผ่านชุมชนลดความเร็ว เช่น กันติดตั้งป้ายลดความเร็ว
          4.ในจุดที่เป็นจุดเสี่ยง (เคยมีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง) อาจพิจารณาตั้งเต็นท์เพื่อเป็นจุดสกัดและเตือนผู้ผ่านไปมา เช่น จุดที่เป็นเส้นทางลงเนิน-ขึ้นเขา จุดทางโค้งหักศอก ฯลฯ
          5.มีมาตรการทางสังคมเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ห้ามร้านค้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเยาวชนที่อายุน้อยกว่า 20 ปี
          6.บางชุมชนอาจรณรงค์ถ้าจะดื่มแอลกอฮอล์ให้ดื่มและพักค้างอยู่ที่บ้าน ไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์เดินทางออกไปข้างนอก
          7.การสำรวจและยึดรถจักรยานยนต์ที่ชำรุดไม่ให้มาวิ่งบนถนน การกำกับให้ทุกคนต้องใช้หมวกนิรภัย การชักชวนให้กิจกรรมงานรื่นเริงปลอดแอลกอฮอล์ ฯลฯ


          ช่วงเทศกาล ถ้าจำเป็นต้องมีการตั้งเต็นท์บริการ ควรเพิ่มกิจกรรมที่เป็นการออกไปให้คำแนะนำ ตรวจ-สกัดผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง โดยกิจกรรมที่ควรเน้นหนักและเป็นกิจกรรมเชิงรุกคือ การออกไปสอดส่องและกำกับติดตามกลุ่มที่จะมีโอกาสเกิดความเสี่ยง ได้แก่ จุดที่มีงานเลี้ยง งานสังสรรค์ หรือจุดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว พร้อมทั้งหามาตรการที่จะป้องกันมิให้คนดื่มสุรามาขับรถ เช่น มีการพักอยู่ที่บ้าน มีรถรับส่ง กำกับให้มีการสวมใส่หมวกนิรภัย และกวดขันมิให้ขับรถเร็วเมื่อผ่านเขตชุมชน ที่สำคัญควรประสานความร่วมมือกับตำรวจในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้มาตรการที่กำหนดไว้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น


          ดังนั้น ช่วงก่อนเทศกาลจึงถือว่ามีความสำคัญ เพราะถ้าขาดการเตรียมชุมชน ไม่ว่าจะใช้มาตรการทางกฎหมายหรือมาตรการทางสังคม ปีใหม่นี้คงได้เห็นบทบาทใหม่ๆ ของท้องถิ่นกับความปลอดภัยทางถนน ที่มิใช่เพียงการเดินรณรงค์ในชุมชน หรือตั้งเต็นท์อยู่ริมข้างทาง แต่เป็นบทบาทที่รุกออกจากเต็นท์บริการ เพื่อออกไปสร้างความร่วมมือกับชุมชนอย่างแท้จริง


          ช่วงก่อนเทศกาลจึงถือว่ามีความสำคัญ เพราะถ้าขาดการเตรียมชุมชน ไม่ว่าจะใช้มาตรการทางกฎหมายหรือมาตรการทางสังคม ปีใหม่นี้คงได้เห็นบทบาทใหม่ๆ ของท้องถิ่นกับความปลอดภัยทางถนน ที่มิใช่เพียงการเดินรณรงค์ในชุมชน หรือตั้งเต็นท์อยู่ริมข้างทาง แต่เป็นบทบาทที่รุกออกจากเต็นท์บริการ เพื่อออกไปสร้างความร่วมมือกับชุมชนอย่างแท้จริง--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รายการอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

หน้าแรก   |   รู้จักมสช.   |   ข่าวสาร   |   แผนงานโครงการ   |   สื่อเผยแพร่   |   กระดานถามตอบ   |   ติดต่อ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
 โทร. 0-2511-5855 โทรสาร 0-2939-2122 www.thainhf.org, Email :
2003 National Health Foundation All right Reserved Terms of used.