หน้าแรก   |   รู้จักมสช.   |   ข่าวสาร   |   แผนงานโครงการ   |   สื่อเผยแพร่   |   กระดานถามตอบ   |   ติดต่อ
 
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
 
ค้นหา

เว็บไซต์แนะนำ


แผนงานโครงการ

สุขภาวะกับสิทธิและการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ 2550

โครงการเสริมสร้างทักษะความสามารถภาคีเครือข่าย <br>ด้านการจัดการความรู้ การถอดบทเรียนและการบริหารเครือข่าย

สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย (Thailand health Promotion Institute)

เครือข่ายวิจัยสุขภาพ

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)


กรมอนามัยสำรวจพบพัฒนาการเด็กเล็กลดลง    วันที่ : 9/01/2008  

กรมอนามัยสำรวจพบพัฒนาการเด็กเล็กลดลง

กรมอนามัย” เผยผลสำรวจล่าสุดพบ ภาพรวมพัฒนาการเด็กเล็กลดลงจากปี 47 และปี 41 สาเหตุเกิดจากผู้เลี้ยงขาดความรู้ส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างถูกต้อง พร้อมจับมือ “อปค.” ยกระดับศูนย์เด็กเล็กในท้องถิ่นเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้พัฒนาเด็กเล็กในชุมชน” สร้างองค์ความรู้ให้ผู้ปกครอง แก้ปัญหาศูนย์เด็กเล็กไม่เพียงพอ หลังพบมีเด็กเล็กเพียงร้อยละ 15 จาก 7 ล้านคนทั่วประเทศที่เข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้าน “อปค.” หนุนเตรียทำความเข้าใจผู้บริหารท้องถิ่นให้ความสำคัญพัฒนาเด็กปฐมวัย

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :     ในการประชุมรับวันเด็กแห่งชาติ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพเด็กไทยแบบองค์รวม” จัดโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากโครงสร้างประชากรปัจจุบัน มีจำนวนสัดส่วนเป็นเด็กปฐมวัยประมาณ 6-7 ล้านคน โดยในกลุ่มนี้เป็นเด็กที่อยู่ในวัยเรียนเพียง 7-8% เท่านั้น ที่เหลือเป็นเด็กในกลุ่มเด็กเล็ก ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุมีอัตราการเพิ่มก้าวหน้าในแต่ละปี ซึ่งในปี 2563 มีการทำนายว่า ประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น 14-15% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ทำให้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มวัย ซึ่งเมื่อรวมประชากรทั้ง 2 กลุ่มแล้ว นั่นหมายความว่า ประเทศไทยจะมีประชากรที่ต้องได้รับการดูแลถึง 45% โดยพึ่งพิงประชากร 55% ที่เหลือ ดังนั้นหากเราเตรียมความพร้อมและพัฒนาการเด็กประถมไม่ดีพอซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกพึ่งพิงในช่วงเวลาดังกล่าวจะเกิดปัญหาขึ้น จึงจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาเด็กกลุ่มนี้

     นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า จากผลสรุปการสำรวจพัฒนาการเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 3 ในปี 2550 ซึ่งเป็นการศึกษาเก็บข้อมูลในปี 2549 ในเด็กกลุ่มอายุ 1-3 ปี และอายุ 4-5 ปี จำนวน 1,558 รายจากทั่วประเทศ พบว่า การพัฒนาการรวมปกติ ที่ประเมินภาพรวมจากการพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ การใช้กล้ามเนื้อขนาดใหญ่ การใช้กล้ามเนื้อขนาดเล็ก การใช้ภาษา และการพัฒนาช่วยตนเองในการอยู่ในสังคม อยู่ที่ 67.7% ลดลงจากปี 2547 ซึ่งอยู่ที่ 72% ขณะที่ปี 2541 อยู่ที่ 71% อย่างไรก็ตามเมื่อดูการพัฒนาเฉพาะด้าน พบว่ามีการพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในส่วนการใช้กล้ามเนื้อขนาดใหญ่และเล็ก แต่ในส่วนของการใช้ภาและการพัฒนาการช่วยตนเองมีค่าตัวเลขลดลง แสดงว่าไม่มีการฝึกและให้ความสำคัญเท่าที่ควร

     นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อดูการพัฒนาการภาพรวมที่ลดลงนั้น จึงมีการตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น จำเป็นต้องดูถึงการเลี้ยงดู ซึ่งพบว่า ปัจจุบันมีเด็กปฐมวัยเพียงแค่ 15% จากจำนวนเด็กทั้งหมด 7 ล้านคนเท่านั้น ที่เข้ารับการพัฒนาที่ศูนย์เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาที่ถูกวิธีจากผู้ผ่านการอบรมเลี้ยงดูเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเรียน โดยเด็กส่วนใหญ่ได้รับการเลี้ยงดูจากปู่ ย่า ตา ยาย และผู้ปกครอง ดังนั้นจำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันยกระดับการเลี้ยงดูเด็กกลุ่มนี้

     ขณะนี้ ทาง อปค. มีโครงการยกระดับคุณภาพคนเลี้ยงดู โดยให้ทุนท้องถิ่นจำนวนกว่า 14,000 ทุน เพื่อพัฒนาพี่เลี้ยงในศูนย์เด็กเล็กจำนวน 17,000 แห่งทั่วประเทศ เป็นการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กภายในชุมชน อย่างไรก็ตามขณะนี้มีนโยบายในการผลักดันให้ศูนย์เด็กเล็กภายในท้องถิ่น เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้พัฒนาเด็กเล็กในชุมชน” โดยเป็นสถานที่สร้างองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลี้ยงดูเด็ก เพื่อให้ผู้ปกครองที่เลี้ยงเด็กเองที่บ้าน นำไปใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการของลูกหลานตนเอง ถือเป็นการต่อยอดและขยายการสร้างคุณภาพผู้เลี้ยงเด็ก

ซึ่งต้องร่วมมือทั้ง สถานีอนามัย โรงเรียน ซึ่ง อปค.ให้ความสำคัญมากในเรื่องนี้ เพราะการพัฒนาเด็กเล็กตั้งแต่ 3-5 ขวบ ถือเป็นเรื่องใหญ่

     “ในประเทศญี่ปุ่นกำหนดให้คนเลี้ยงดูเด็กช่วงปฐมวัยต้องเป็นบุคลากรมีคุณภาพ มีความรู้ในการพัฒนาเด็กให้มีความสามารถ เตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเรียนอย่างมีคุณภาพ เพราะเราไม่สามารถปล่อยให้มีการเลี้ยงแบบตามเดิมได้แล้ว โดยต้องบูรณาการให้เด็กเกิดความพร้อมทั้ง 4 ด้าน ซึ่งผู้ปกครองที่เลี้ยงเด็กเองอาจไม่มีความรู้ในการพัฒนาเด็กเพียงพอ ทั้งการใช้ภาษา การช่วยตัวเอง แต่หากเราทำศูนย์กลางการเรียนรู้จะเป็นการขยายการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ที่เป็นการฝึกจิตนากรที่ดี

     ด้าน นายสมพร ใช้บางยาง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า บทบาทในการดูแลเด็กนั้น ไม่ใช่แค่หน้าที่ของสาธารณสุขเท่านั้น แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปค.) ในฐานะหน่วยงานที่รับการถ่ายโอนงาน จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการวางรากฐาน ตั้งแต่การดูแลในช่วงตั้งครรภ์จนถึงการเติบโตจนเต็มวัย โดยเฉพาะในช่วงประถมวัยเพราะในช่วย 3-6 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กมีการพัฒนาการมากที่สุด ทั้งทางร่างกายและสมอง จำเป็น อปค.ต้องเข้ามีส่วนร่วมในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นบทบาทสำคัญ ดังนั้นตนจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในท้องถิ่น ซึ่งจะมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ถ่ายโอนมา 17,000 แห่ง โดยมีเด็กเล็กที่อยู่ในการดูแลกว่า 800,000 คน

     “ต้องยอมรับว่า เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลมากที่สุด แต่กลับเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งมากที่สุด ขาดการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาการอย่างเต็มที่ ดังนั้นจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจกับผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อให้ความสำคัญวางพื้นฐานพัฒนาคนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยผู้ดูแลเด็กเล็กนั้นอย่างน้อยต้องจบปริญญาตรี และควรมีการกำหนดกรอบอัตรากำลังพี่เลี้ยงในระบบราชการ เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้มีขวัญกำลังใจในการทำงานสร้างพัฒนาการให้กับเด็ก ทั้งนี้ในอนาคตเด็กเล็ก 4-5 ล้านคน จะต้องเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อให้เกิดพัฒนาการที่ดี เพราะไม่มีการพัฒนาการอะไรที่ดีกว่าการพัฒนาคน” นายสมพร กล่าว

 

ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 9 มกราคม 2551

ข่าวอื่นๆ ในหมวด :

หน้าแรก   |   รู้จักมสช.   |   ข่าวสาร   |   แผนงานโครงการ   |   สื่อเผยแพร่   |   กระดานถามตอบ   |   ติดต่อ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
 โทร. 0-2511-5855 โทรสาร 0-2939-2122 www.thainhf.org, Email :
2003 National Health Foundation All right Reserved Terms of used.