หน้าแรก   |   รู้จักมสช.   |   ข่าวสาร   |   แผนงานโครงการ   |   สื่อเผยแพร่   |   กระดานถามตอบ   |   ติดต่อ
 
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
 
ค้นหา

เว็บไซต์แนะนำ


แผนงานโครงการ

สุขภาวะกับสิทธิและการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ 2550

สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย (Thailand health Promotion Institute)

เครือข่ายวิจัยสุขภาพ

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)


ความหนาผิวหนังคอทารก คำตอบใหม่หาเด็กกลุ่มดาวน์    วันที่ : 30/10/2007  

ที่มา: มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)
:

แม้จะมีอายุมากกว่า 35 ปีแล้ว แต่ว่าที่คุณแม่หลายคนก็พร้อมที่จะเสี่ยง! ที่ว่าเสี่ยงก็เพราะ เด็กที่มีสภาวะบกพร่องทางสติปัญญา หรือ ที่เรียกว่าเด็กกลุ่มอาการดาวน์จะพบในทารกแรกคลอดประมาณ 1 ใน 600 และจะเพิ่มขึ้นตามอายุของมารดาที่มากขึ้น โดยถ้ามารดาอายุ 30 ปีจะมีโอกาสคลอดบุตรเป็นเด็กกลุ่มนี้ในอัตราส่วน 1 ต่อ 900 ในขณะที่มารดาอา 40 ปีจะสูงขึ้นเป็น 1 ต่อ 100หากผู้หญิงในกลุ่มนี้หลายคนยังสมัครใจตั้งครรภ์ ทั้งที่ลูกในท้องมีโอกาสจะเกิดมาเป็นเด็กกลุ่ม ดาวน์ ซึ่งมีสาเหตุจากโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 ตัว เนื่องจากความเสี่ยงที่ว่านี้สามารถตรวจสอบก่อนคลอดได้ ด้วยการตรวจโครโมโซมของทารก หากพบว่ามีความผิดปกติผู้เป็นแม่ก็เลือกที่จะทำแท้งได้

ตามแนวทางเดิมที่รับรู้กันทั่วไป การคัดกรองเด็กกลุ่มอาการดาวน์ในสตรีมีครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี จะดำเนินการโดยแนะนำให้ผู้เป็นแม่ตรวจโครโมโซมทารก ซึ่งจะทำได้หลายวิธี เช่น การเจาะน้ำคร่ำ ตัดเนื้อรกตรวจ หรือเจาะเลือดทารกจากสายสะดือ ซึ่งแต่ละวิธีมีความเสี่ยงต่อการแท้งประมาณร้อยละ 0.4,1.5 และ 1 ตามลำดับ จากข้อมูลพบว่า สามารถตรวจพบทารกที่โครโมโซมผิดปกติได้ร้อยละ 20-25 ของทารกกลุ่มอาการดาวน์ที่คลอดทั้งหมด ส่วนอีกร้อยละ 75-80 ของทารกกลุ่มอาการดาวน์จะคลอดจากสตรีตั้งครรภ์ที่อายุน้อยกว่า 35 ปี

ปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิทยาการมีมากขึ้นและด้วยความพยายามในการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการ ล่าสุด ผศ.พญ.ฐิติมา สุนทรสัจ ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ทำการวิจัยเรื่อง การวัดความหนาของน้ำที่สะสมใต้ผิวหนังบริเวณคอทารกในครรภ์เพื่อตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ร่วมกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ผลจากการวิจัยเบื้องต้นทำให้ทราบว่า การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจวัดสตรีมีครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ 15-20 สัปดาห์ จะพบความผิดปกติหลายอย่าง เช่น ผิวหนังบริเวณต้นคอหนาผิดปกติจากปริมาณน้ำที่สะสมอยู่ กระดูกโคนขาสั้น กระดูกต้นแขนสั้น กรวยไตโตขึ้น ผนังหัวใจโหว่ กระดูกข้อกลางนิ้วก้อยสั้น ซึ่งลักษณะดังกล่าวข้างต้น คือลักษณะเฉพาะของเด็กกลุ่มอาการดาวน์นั่นเอง

สรุปได้ว่า การวัดความหนาของน้ำที่สะสมใต้ผิวหนังบริเวณคอทารกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยบ่งบอกลักษณะและคัดกรองเด็กดาวน์ได้ ควรที่จะศึกษาในรายละเอียดต่อไปอีก เพราะว่าเป็นวิธีการที่เสียค่าใช้จ่ายน้อย สามารถทำได้ด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีใช้กันแพร่หลายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามการตรวจด้วยวิธีนี้ยังมีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น เป็นวิธีที่ต้องทำในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 ทำให้เมื่อพบความผิดปกติ และต้องตรวจยืนยันด้วยการตรวจโครโมโซมกว่าจะทราบผล อายุครรภ์ก็จะประมาณ 18-20 สัปดาห์ กรณีที่พบความผิดปกติแน่นอนและต้องการยุติการตั้งครรภ์จะทำได้ยาก และมีภาวะแทรกซ้อนสูง จึงมีความพยายามศึกษาการตรวจคัดกรองตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมีข้อพิจารณาเรื่องจริยธรรมด้วย เนื่องจาการวัดความหนาของน้ำที่สะสมใต้ผิวหนังบริเวณคอทารก เป็นการตรวจคัดกรองที่มีผลบวกลวงร่วมด้วยประมาณร้อยละ 4.5 ดังนั้น ผลการตรวจที่ได้จะเพิ่มความกังวลใจให้กับผู้เป็นแม่ สำหรับวิธีการนี้เมื่อผลการตรวจผิดปกติ แพทย์จะแนะนำให้มีการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดเพื่อยืนยันโครโมโซมของทารกในครรภ์ ซึ่งผลจากการศึกษาจะพบเด็กกลุ่มอาการดาวน์ หรือโครโมโซมผิดปกติอื่นๆ ร้อยละ 12 หรือ 1 ใน 8 ราย จะมีโครโมโซมผิดปกติแน่นอน ในทางกลับกันสำหรับรายที่ตรวจความหนาของน้ำที่สะสมใต้ผิวหนังบริเวณคอทารกได้ผลปกติ โอกาสที่ทารกจะมีโครโมโซมปกติจะสูงถึงร้อยละ 99.8 ซึ่งจะช่วยลดความกังวลของสตรีตั้งครรภ์ได้มากเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่อายุมาก หรือมีความกังวลใจสูง ทำให้ไม่ต้องไปตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด เพราะมีความเสี่ยงต่อการแท้ง

การวัดความหนาของน้ำที่สะสมใต้ผิวหนังบริเวณคอทารกในครรภ์ เพื่อคัดกรองทารกกลุ่มดาวน์ จะมีการวิจัยหารายละเอียดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทราบความแม่นยำของการวัด และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในคลินิกฝากครรภ์ และหน่วยบริบาลทารกในครรภ์ เพื่อให้การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดครอบคลุมกลุ่มประชากรมากขึ้น โดยในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาศึกษาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2545-31 พฤษภาคม 2549 หลังจากนั้นจะนำผลไปเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนนโยบายระดับชาติต่อไป หากผลการวิจัยเป็นที่น่าพอใจ อาจจะผลักดันให้มีการนำไปใช้โดยกระทรวงสาธารณสุขควรจัดอบรมวิธีการตรวจวัดให้กับสูตินรีแพทย์ เพื่อให้ตรวจได้ทั้งในระดับ รพศ. และ รพท. ส่วนความร่วมมือขององค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น คลินิกฝากครรภ์ หน่วยบริบาลในโรงพยาบาลต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้มีการมาฝากครรภ์ตั้งแต่ท้องได้ไม่เกิน 3 เดือน เพื่อให้การคัดกรองเป็นไปได้แต่เนิ่นๆ ทั้งยังต้องมีระบบการให้คำปรึกษาแนะนำที่ดี มีการตรวจยืนยันโครโมโซม รวมทั้งมีการตรวจสอบคุณภาพการวัดอย่างสม่ำเสมอ

การตรวจวัดความหนาของน้ำที่สะสมใต้ผิวหนังบริเวณคอทารกนับเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการหาคำตอบที่จะสร้างความสบายใจให้กับผู้เป็นแม่ว่า ลูกในครรภ์นั้นจะคลอดและเติบโตเป็นปกติ แข็งแรงสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด
ข่าวอื่นๆ ในหมวด :

หน้าแรก   |   รู้จักมสช.   |   ข่าวสาร   |   แผนงานโครงการ   |   สื่อเผยแพร่   |   กระดานถามตอบ   |   ติดต่อ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
 โทร. 0-2511-5855 โทรสาร 0-2939-2122 www.thainhf.org, Email :
2003 National Health Foundation All right Reserved Terms of used.